ชีวิต มันต้องมีขาขึ้นขาลงกันบ้างสินะ
 
แต่บางครั้งมันก็ทนไม่ไหวจริงแล้วยิ่งมีโรคซึมเศร้าด้วย
 
วันๆนี้แทบจะทำทุกอย่างเหมือนกันถูกตั้งโปรแกรมไว้แล้ว
 
พอโปรแกรมที่ถูกตั้งไว้ผิดไปแค่อย่างเดียวก็ไปต่อไม่ถูก สมองมันรวนerrorกะทันหัน
 
แล้วยิ่งวันที่ 14 พฤษภา ก็จะเปิดเทอมอีก
 
ทำเอาสมองเครียดเขม็งทันที
 
ชีวิตมันรวน มันลง มันดร๊อป
 
คือ วันๆนี่ถ้าไม่มีไอ้สิ่งที่เรียกว่า งาน นี้ก็คงไม่ทำอะไร
 
เพราะตั้งแต่เป็นโรคซึมเศร้ามานี้ความสนใจต่อสิ่งรอบข้างลดลงอย่างเห็นได้ชัด
 
ไม่สนใจว่าความสัมพันธ์ระหว่างคนอื่นจะเป็นอย่างไร ไม่สนใจใครเลย ขนาดตัวเองยังไม่ใส่ใจหรือสนใจสักนิด
 
ยาที่แพทย์สั่งก็ทานแต่รู้สึกว่า ยิ่งทานยิ่งดื้อยา จนตอนนี้คิดว่าจะไม่รับยาแต่จะเอาเป็น นัดพบแพทย์บ่อยขึ้น
 
ร่างกายมันรับยามากๆไม่ไหว ไหนจะยาแก้ปวด ยาลดไข้ ยานั้นยานู้น แค่นับไอ้ที่กินประจำก็ปาไปแล้ว 4 ตัว
 
 

[The Avengers]เพิ่งไปดูมา.....

posted on 05 May 2012 22:13 by blackfullmoon
เนื้อหาต่อไปนี้ อาจจะมีการสปอยล์และเวิ่นเว้อตามประสาแฟนเกิร์ล บ้าบอตามประสาสาววายนะจ้ะ
 
ความรู้สึกแรกที่หลังจากดูไปได้สักพักหนึ่งคือ ทำไมมันอืดๆกับหาหลักแก่นสารของเรื่องไม่ค่อยจะได้เลย
ถึงจะมีการปรากฏตัวของโลกิเป็นัวช่วยชูโรงก็เถอะ แต่มันก็ยังอืดในความคิดของฉัน
พอมาถึงตอนที่โลกิโผล่ในเยอรมัน....ความมันส์เริ่มกันตรงนี้แหละ
ไม่ว่าจะเป็นการที่โลกิละทิ้งปัญญาไปซะเยอะ เน้นใช้ความรุนแรงเข้าว่า
กัปตันอเมริกาที่ยังเอ๋อๆหลังจากที่หลับไปหลายสิบปี
ไอรอนแมนที่คงความแสบสันของฝีปากได้อย่างยอดเยี่ยมน่าตบ
และธอร์ ที่มาพร้อมสายหัวเราะในยามที่โดนไอรอนแมนพุ่งชนและโผล่ฟาดฟ้าผ่าใส่โดยไม่รู้ว่านั้นเป็นการชาร์จพลังงานให้กับเกราะไอรอนแมน
ดูๆไปแล้วใน The Avengers มันเหมือนับการนำคนที่ขาดๆเกินๆ ไม่เต็มบ้าง ล้นบ้าง มาร่วมกันมากกว่าเป็นการกักเหล่าบุคคลที่มีอันตรายต่อโลกมากกว่านะ
เท่าที่สังเกตนี้ แต่ละคนมีข้อเสียที่แทบเรียกได้ว่าเป็น จุดอ่อน,จุดด้อย ของตัวเองเลย
แล้วยิ่งมาร่วมตัวกันแบบกะทันหัน มันยิ่งทำให้ยุยงแตกกันอย่างง่ายดาย
ซึ่งตอนแรกเหมือนจะเป็นแบบนั้น
แต่การตายของแฟนบอยกัปตันเป็นตัวจุดฉนวนความแค้นและความกระหายในการชนะศึกเพิ่มสูงขึ้นทะลุเพดาน
ไอ้เราก็นั่งหัวเราะมันทุกๆห้านาทีเพราะ The Avengers เป็นหนังที่ปล่อยมุกตลกตัดบรรยากาศได้อย่างน่าทึ่งและมีชั้นเชิงกว่าหนังตลกเสียอีก
เครียดๆอยู่ดีๆตัวละครบางตัวปล่อยเอ๋อออกมาจนกลายเป็นการเรียกหัวเราะจากผู้ชมได้อย่างดีเยี่ยม
 
 
เรื่องความสัมพันธ์ของตัวละครในเรื่องยังคลุมเครือและไม่ชัดเจนในหลายๆจุด
แต่ที่มั่นใจแน่ๆคือ The Avengers อาจะเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนThor2หรือหลังThor2ก็ได้
ไอ้การที่พี่ชายจอมบื้มจมปลักกับความคิดที่ว่าตัวเองสามารถเปลี่ยนให้น้องชายที่หลงผิดไปติดในเงามืดกลับมาเป็นน้องชายคนเดิมที่เจ้าเล่ห์แสนกลได้นี้มัน.....johkliodfjpodjbhasklgj;!!!!!!!!!!!!!!!!!!
เป็นอะไรที่อินนะ แต่มันก็แอบชวนให้คิดลึกมากกว่าพี่น้องแล้วยิ่งเป็นพี่น้องไม่แท้ด้วยนี้มันยิ่ง....ชวนจิ้น
ไอ้ธอร์อะไรๆก็ น้องข้า... โลกิ อะไรๆ ก็เจ้า......
พี่บื้อ น้องซึน เป็นอะไรที่ลงตัวนะ
แล้วฉากสุดท้ายนะ มันให้ฟีล สามีบังคับภรรยาที่หนีออกจากบ้านให้กลับบ้านกับตัวเองเลยนะ 

edit @ 5 May 2012 22:43:10 by monday1995

edit @ 5 May 2012 22:44:52 by monday1995

[Fic:HushJason]The Other.1

posted on 20 Apr 2012 21:43 by blackfullmoon

ความตายสำหรับ ฉัน ไม่ใช่เรื่องน่ากลัวเลย

แต่สิ่งที่น่ากลัวสำหรับฉันคือ การมีชีวิต ต่างหากล่ะ

 

ร่างโปร่งของคนๆหนึ่งเดินลัดเลาะตามสุสานและหยุดยืนอยู่หน้าป้ายหลุมศพป้ายหนึ่ง คนๆนั้นยืนมองป้ายหลุมศพด้วยใบหน้าที่ฉาบด้วยรอยยิ้มเย้ยหยัน  สายตาที่มองไปยังป้ายหลุมศพกลับฉายแววสับสน

 

เจสันไม่รู้เลยว่า ทำไมเวลาที่เจอกับเรื่องราวบัดซบต้องเผลอเดินมาที่นี้…..ที่ๆร่างกายนี้ควรจะไปนอนอยู่ใต้โลงศพที่ผุพังไปตามกาลเวลา ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่อยู่ผิดที่ผิดทางเหมือนในตอนนี้        
ตายแล้วฟื้น…ฟื้นแล้วได้อะไรล่ะ   ได้ความเจ็บปวดมากกว่าเดิม   ได้เห็นความโสโครกโสมมของเมืองนี้มากขึ้น   ได้เจอกับเขา……โธมัส เอลเลียต   ไม่สิควรจะเรียกว่า  ฮัช  ในเมื่อ ฮัช ได้ฆ่าตัวตนของโธมัส  เอลเลียตและฝังมันไว้ในสุสานนี้เช่นกัน  เมื่อคิดได้ดังนั้นเจสันไม่รู้ว่าเมื่อไรที่สมองสั่งการให้สองขานั้นเดินหาหลุมศพของโธมัส  เอลเลียต

 

“ให้ตายสิ….”เจสันสบถออกมาเมื่อรู้ว่าหยุดยืนอยู่หน้าป้ายหลุมศพโธมัส  เอลเลียต  ผู้ชายคนนี้ไม่เคยมีอิทธิพลต่อเจสันเลยสักนิด  ไม่เคยมีเลยแต่เพราะอะไรล่ะที่ทำให้เจสันต้องออกเดินหาหลุมศพของคนที่เขาไม่สนใจว่าจะเป็นตายร้ายดียังไง

 

“ไอ้บ้าเอ๊ย แกเป็นใครมาจากไหนวะ”ยิ่งมองป้ายหลุมศพยิ่งทำให้ไม่ชอบหน้าอีกฝ่ายมากขึ้น  ทั้งๆที่ควรจะเป็นแค่ผู้ร่วมมือในการกำจัดแบทแมน ทั้งๆที่ควรจะเป็นเช่นนั้นแต่ทำไมมันถึงได้เกินเลยขอบเขตเส้นกั้นที่เจสันกำหนดเอาไว้…เกินเลยจนเกิดสัมพันธ์ทางกายที่ไม่น่าประทับใจ….ถึงแม้ว่าตอนนี้เจสันจะไม่ได้ร่วมมือกับ ฮัช เพราะเกิดเหตุการณ์บางอย่างที่ไม่น่าพิสมัยขึ้น  จนทำให้เจสันต้องจบชีวิตลง…..ใช่  จบชีวิตมันก็เท่ากับตายนั่นแหละ

 

ตายแล้วฟื้นหนึ่งครั้งถ้านับรวมครั้งนี้อีกก็คงเป็นครั้งที่สองที่เจสันฟื้นจากความตาย…แต่มันจะดีกว่าที่หากไม่มีข้อผิดพลาดบางอย่าง  มันเป็นข้อผิดพลาดอย่างใหญ่หลวงและกระทบต่อการดำเนินชีวิตของเจสันด้วย  เป็นปัญหาที่ทำให้เจสันต้องคิดแล้วว่าจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่ปราศจากปืนและการฆ่าหรือจะกลับไปดำเนินชีวิตแบบนั้นอีกครั้ง

 

ว่าตามความจริงแล้วถ้าเจสันกลับไปใช้ชีวิตแบบที่เคยใช้ การเป็นRedHood……ก็สามารถกลับไปเป็นได้แต่บางครั้งเจสันกลับรู้สึกเหนื่อย  อยากจะหลุดพ้นจากวังวนนี้  หลุดพ้นจากเงาสีดำทะมึนที่คอยหลอกหลอนทุกครั้งยามหลับตา  บางคราในส่วนลึกของตะกอนความรู้สึกโหยหาการใช้ชีวิตอย่างปกติ อย่างธรรมดาตามที่คนช่วงวัยเดียวกันเป็น มีเพื่อน มีสังคม มีงานสุจริตทำ มีบ้าน มีสถานที่ๆสามารถกลับไปได้ทุกเมื่อ  แต่สิ่งเหล่านั้นดูล้วนแล้วอยู่ห่างไกลจากเจสันในตอนนี้มาก  ซึ่งเจสันต้องเลือกว่าจะเดินทางไหนในเมื่อได้ชีวิตใหม่ที่มาพร้อมแพ็คเกจความยุ่งยากที่ไม่คิดอยากจะเจอเลย  แล้วไหนจะยังมีเรื่องของอดีตไอ้เพื่อนร่วมงานที่ไม่น่าพึงประสงค์ที่กำลังเข้าครอบงำความคิดของเจสันทีละนิดนั่นอีก  ร้อยปีพันวันไม่เคยจะคิดเรื่องของหมอนี้ แต่ทำไมวันนี้ถึงมายืนคิดอยู่หน้าป้ายหลุมศพหลอกๆของมันด้วย?!!

 

การทำงานร่วมกับฮัชก็ใช่ว่าจะเลวร้ายไปเสียหมด  ถ้าอีกฝ่ายไม่ชอบมองเจสันว่าเป็นเด็ก  ถ้าอีกฝ่ายไม่เหน็บด้วยคำพูดเพียงเพราะเจสันเคยเป็นโรบิ้น เพียงเพราะเจสันไม่อาจฆ่าแบทแมนได้อย่างเด็ดขาด ทุกสิ่งทุกอย่างมันดูเหมือนว่าเขาจะผิดไปหมด…..

 

แต่เอาเข้าจริงๆทุกอย่างมันก็ผิดที่ผิดทางไปหมด….ไม่สิผิดมาตั้งแต่แรกแล้ว ผิดตั้งแต่ที่เขาฟื้นกลับคืนมา  ผิดตั้งแต่ที่เขากลับมา  ทุกอย่างมันพังไม่เป็นท่าเพียงเพียงเพราะ เจสัน ฟื้นกลับมามี ชีวิต อีกครั้ง


                เสียงฝีเท้าดึงความสนใจของเจสันที่มีต่อป้ายหลุมศพหลอกๆของโธมัส เอลเลียต หันไปมองต้นกำเนิดเสียงนั้น………

 

แกยังมีหน้ามาเดินลอยหน้าลอยตาในก็อทแฮมทั้งๆทีจัดฉากให้ตัวเองตายไปแล้วนี้น่ะ????


เจสันมองร่างสูงใหญ่ของอีกฝ่าย…..อดีตเพื่อนร่วมงานจำเป็นในการกำจัดแบทแมน  ดวงตาสีฟ้าที่เหมือนกับมหาสมุทรไร้ก้นนั้น  มอง ผู้ที่ยืนอยู่หน้าหลุมศพของตัวเขาอย่างเฉยชาแต่แฝงไปด้วยแววสงสัย

 

จริงสิ….เจสัน นายจะกังวลไปทำไม ในเมื่อตอนนี้ต่อให้แบทแมนมาเห็นนายในสภาพนี้ก็จำนายไม่ได้เหมือนกัน แล้วนับอะไรกับเจ้า ฮัช นี้


“สวัสดี….คุณก็มาเยี่ยมหลุมศพเหมือนกันเหรอ?”ผู้ที่เริ่มต้นบทสนทนาเป็น ฮัช ที่มองคนแปลกหน้าที่ยืนอยู่หน้าหลุมศพของเขา

 

สิ่งที่ตอบกลับมามีเพียงความเงียบและเสียงฝีเท้าเดินจากไปของผู้ที่มาก่อน

 

 

คนแปลกหน้า….

คนๆนั้นเป็นใครแล้วมาทำอะไรที่นี้  ทำไมถึงมาที่ป้ายหลุมศพนี้ได้ แล้วมาทำไม คำถามเหล่านี้เวียนวนอยู่ภายในหัวของชายหนุ่ม  แต่เขาก็ยังหาคำตอบให้ตนเองไม่ได้ว่า คนแปลกหน้าคนนั้นคือใครและมาทำอะไรกับป้ามหลุมศพนี้……แต่สิ่งหนึ่งที่เขาไม่เข้าใจ….ว่าทำไมเขาถึงรู้สึกคุ้นเคยกับร่างโปร่งนั้นเหมือนกับเคยสัมผัส เคยใกล้ชิด……และเขากลับคิดไปว่า เธอ ช่างเหมือนกับ เจสัน เหลือเกิน

                                _______________________________________________________

                ตอนนี้ เจสัน ตัดสินใจได้แล้วว่าจะทำอย่างไรกับชีวิตที่เหมือนต้องคำสาปตายแล้วฟื้นนี้  บางทีการเริ่มต้นใหม่อาจจะเป็นคำตอบที่ดีสำหรับ ร่างกายที่ได้มาใหม่นี้……..

TBC.

 

 

แอบหนักใจกับฟิคเรื่องนี้อยู่นะ เป็นฟิคเรื่องแรก ตอนแรกด้วย ภาษาก็ยังงงๆสับสนอยู่

แถมความขี้เกียจที่ไม่รู้ว่าจะคลอดตอนต่อไปเมื่อไรอีก

พยายามให้มันยังคความเป็นคาร์แรกเตอร์ของตัวละครนั้นๆอยู่ เพราะแต่งไปแต่งมามันหลุด....

บางครั้งก็หลุดจนเกือบออกอ่าวไทย  ใช้ความพยายามในการกู่กลับมานานมาก

การแต่ง,การใช้คำ ดีเลวร้ายยังไงก็สามารถติชมได้ค่ะ

น้อมรับคำชมและคำติ